กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน ก่อนเปิดรับข้อเสนอร่วมลงทุน PPP ปี 2569

กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5
สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน
เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน ก่อนเปิดรับข้อเสนอร่วมลงทุน PPP ปี 2569

วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2568) : กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน มูลค่าโครงการประมาณ 47,881 ล้านบาท ภายใต้การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในรูปแบบ PPP Gross Cost เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569

นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า “โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน เป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560–2579 มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเป็นเส้นทางสายหลักสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภาคกลาง สู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต ส่งเสริมให้การเดินทางและการขนส่งมีความคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ”

โครงการจะมีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี
  • ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ

โดยคาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574

ทั้งนี้ โครงการจะนำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) มาใช้ตลอดเส้นทาง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่าน เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง ลดความแออัดของการจราจรบนถนนพหลโยธินอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิกว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 120,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทาง ค่าพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน–รังสิต ซึ่งเชื่อมต่อกับทางยกระดับอุตราภิมุขเดิม (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต – บางปะอิน ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน โดยเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (บางปะอิน–นครราชสีมา)

โครงการมีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) ตลอดเส้นทาง มีจุดขึ้น–ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1 รังสิต 2 คลองหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวนคร วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง

การจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเทคโนโลยีงานระบบที่เกี่ยวข้อง เข้ารับฟังข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม รอบคอบและโปร่งใส

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความคืบหน้าโครงการได้ที่ www.doh.go.th และ www.doh-motorway.com