11 มิถุนายน 2568 : นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง ลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity pact) เพื่อก่อให้เกิดความ โปร่งใสในการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต บางปะอิน (M5) ระหว่างกรมทางหลวง และผู้นําทีมผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม ลงนามร่วมกัน โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง คณะผู้บริหารองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสื่อมวลชน ณ ห้อง มนัส คอวนิช ชั้น 2 อาคารพหลโยธิน กรมทางหลวง
อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า “เพื่อให้การดําเนินโครงการร่วมลงทุน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่มีมูลค่าการลงทุนสูงได้รับความเชื่อ มั่นและการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตามเจตนารมณ์ของประกาศสํานักงานคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจ เรื่อง แนวทางปฎิบัติสําหรับการนําข้อตกลงคุณธรรมมาใช้กับโครงการร่วมลงทุนที่ดําเนินการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2564 การลงนามในข้อตกลงคุณธรรมในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้สังเกตการณ์สามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการ จัดทําร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุนจนถึงขั้นตอนการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกจากภาคประชาสังคมผ่านผู้สังเกตการณ์”
โดยโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต – บางปะอิน (M5) จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในการก่อสร้าง รวมถึงดําเนินงานและบํารุงรักษา (O&M) ในรูปแบบ PPP GROSS COST โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง บริหารจัดการและบํารุงรักษาโครงการ (ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต-บางปะอิน) และภาครัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรายได้และ ทรัพย์สิน ซึ่งเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการตามเงื่อนไขที่กําหนด โดยมีระยะเวลาดําเนินโครงการไม่เกิน 34 ปี แบ่งการดําเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 งานออกแบบ จัดหาแหล่งเงินทุนและก่อสร้างทางยกระดับ พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ด้วยรูปแบบระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (ระบบ M-FLOW) ทั้งโครงการ (ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี)
ระยะที่ 2 การดําเนินงานและบํารุงรักษา (ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากเปิดให้บริการ)
กรมทางหลวงมีแผนดําเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนแล้วเสร็จภายในปี 2569 ดําเนินการก่อสร้างปี 2570 และคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนใช้บริการได้ในปี 2574 เมื่อโครงการทางหลวงพิเศษระหว่าง เมืองหมายเลข 5 เปิดให้บริการ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 7,928 ล้านบาท และก่อให้เกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบเศรษฐกิจกว่า 120,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กรมทางหลวง ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ นอกจากจะตระหนักถึงความสําคัญของการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่มีประสิทธิภาพ ล้ําสมัย ได้มาตรฐานในระดับสากลแล้ว ยังได้ให้ ความสําคัญกับการดําเนินโครงการร่วมลงทุนให้เป็นไปอย่างสุจริต เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถด้านการค้าการลงทุน และช่วยพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมให้แก่ประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน
